บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ทุกคนบรรลุธรรมด้วยสติปัฏฐาน 4


ในการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาของหนังสือ “มหาสติปัฏฐานสูตร” ที่แปลและเรียบเรียง โดยพระคันธสาราภิวงศ์ แห่งวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง ต่อไปนี้ ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนมาวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น

อยากจะกล่าวไว้ก่อนว่า หนังสือเล่มนี้ มีส่วนดีอยู่มากเหมือนกัน ผมก็ได้ความรู้หลายอย่างในการอ่านหนังสือนี้ แต่ที่ต้องนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น เพราะ ส่วนที่ผิดพลาดนั้น ร้ายแรงมาก

เพราะ คนที่เชื่อหนังสือเล่มนี้ จะไม่มีโอกาสไปนิพพานได้เลย จะวนเวียนอยู่กับภพ 3 นี้ นานแสนนาน  ซึ่งคนไทยเราไม่ควรที่เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นพม่าก็ปล่อยเขาไปเถอะ

เริ่มด้วยคำอุเทศของสติปัฏฐานสูตร

เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย

คำแปลของพระมหาสมลักษณ์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นทางเดียวที่จะทำให้เหล่าสัตว์ บริสุทธิ์ ล่วงพ้นความโศก และความรำพันคร่ำครวญได้ ดับความทุกความโทมนัสได้ บรรลุอริยมรรค และเห็นแจ้งพระนิพพานได้ หนทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ

คำแปลของพระไตรปิฎก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นที่ไปอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์ และโทมนัสเพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานหนทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ

คำแปลของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว                     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อยํ มคฺโค                                         อันว่าหนทางนี้
เอกายโน                                         เป็นเอก
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว                     หนทางนี้เป็น หนทางเอก ไม่มีสองแพร่ง เป็นหนทางเดียวแท้ๆ
สตฺตานํ วิสุทฺธิยา                           ความหมดจดวิเศษของสัตว์ทั้งหลาย
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย          เพื่อความล่วงเสียซึ่งโศก ความแห้งใจ ความปริเทวะ ความพิไรรำพันเพ้อ
ทุกฺขโมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย        เพื่ออัสดงคต หมดไปแห่งเหล่าทุกข์โทมนัส
ญายสฺส อธิคมาย                           เพื่อบรรลุซึ่งญาณ
นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย               เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

คำแปลจากทั้ง 3 แหล่งนั้น ก็พอยอมรับกันได้ แต่จะเห็นว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำแปลได้ละเอียดกว่าตรงข้อความนี้  “ญายสฺส อธิคมาย  เพื่อบรรลุซึ่งญาณ” เพราะ ทั้งพระมหาสมลักษณ์และพระไตรปิฎกแปลรวบรวมข้ามไปเลย

ปัญหาของพระมหาสมลักษณ์เริ่มปรากฏในคำอธิบายของท่าน  ดังนี้

เอกายโน (ทางสายเดียว)
คำว่า เอกายโน (ทางสายเดียว) มีความหมาย 2 ประการ คือ
๑. ทางสายเดียวที่มุ่งสู่พระนิพพาน ไม่มีทางสายอื่นจากนี้
๒. ทางสายตรงสายเดียว ไม่มีทางแยกอื่น อันจะทำให้เดินหลง หรือผิดทาง เมื่อบุคคลคำเนินไปตามหนทางแห่งสติปัฏฐานนี้ ย่อมบรรลุพระนิพพานในที่สุด
.........................................

แม้ในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องกล่าวถึงผู้ฟังธรรมแล้ว บรรลุธรรมเมื่อฟังจบ แต่ไม่มีใครบรรลุธรรมโดยมิได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง ความจริงแล้ว ทุกคนต้องบรรลุธรรมด้วยการเจริญสติปัฏฐานอันเป็นทางสายเดียวนี้

ข้อความข้างบนนั้น พระมหาสมลักษณ์เริ่มบิดเบือน บิดเบี้ยวเสียแล้ว

ผมได้อธิบายไปแล้วว่า พระพม่าสายพองยุบโฆษณาเกินจริงมานานแล้วว่า ปฏิบัติธรรมแบบพองยุบนั้น เป็นสติปัฏฐาน 4 สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ ภายใน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน 

แต่ปรากฏว่า ในสติปัฏฐานสูตรนั้น  เมื่อพระพุทธองค์ทรงเทศน์จบแล้ว  ไม่มีใครบรรลุพระอรหันต์  แต่ในพระสูตรอื่นๆ มีข้อความกำหนดเลยว่า มีการบรรลุพระอรหันต์เกิดขึ้น เช่น อนัตตลักขณสูตร เป็นต้น

เรื่องนี้เป็นปัญหาหนักอกของสาวกพระพม่าสายพองยุบที่จะต้องหาคำอธิบายมาแก้ต่างให้ได้

ข้อความข้างบนนั้น  พระมหาสมลักษณ์พยายามบิดเบือนประเด็น คือ ข้อความที่ว่า “แต่ไม่มีใครบรรลุธรรมโดยมิได้เจริญสติปัฏฐาน ๔”  อันนี้ ผมยอมรับได้ว่า ทุกคนที่จะบรรลุธรรมจะต้องมีการเจริญสติปัฏฐาน 4 เพราะ สติปัฏฐาน 4 เป็นพื้นฐาน ไม่ผ่านพื้นฐานไปได้อย่างไร

แต่ไม่ใช่ว่า “เจริญสติปัฏฐาน 4 แต่เพียงอย่างเดียว” จะทำให้บรรลุธรรมได้  นี่ตรงนี้คือสิ่งที่พระมหาสมลักษณ์พยายามจะบิดเบือน

นอกจากนั้นแล้ว พระมหาสมลักษณ์ พระพม่า รวมถึงสาวกพระพม่าคนอื่นๆ ก็พยายามจะ “หมกเม็ด” ว่า พระพุทธองค์ทรงสอนว่า สติปัฏฐานสูตร เป็นทางสายเดียว โดยไม่ได้ตรัสถึงพระสูตรอื่นๆ อีก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สติปัฏฐานสูตรไม่ใช่ทางสายเดียวพระสูตรเดียว ในพระไตรปิฎกอย่างน้อยก็มีอีก 2 แห่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า  “เป็นเอายนมรรค”

1) ขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส
ในขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส มีข้อความที่แสดงเอกายนมรรคว่า คือ สติดังข้อความว่า

ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ, สติ สรณตา ธารณตา อปิลาปนตา อสฺสมฺมุสฺสนตา, สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค, อยํ วุจฺจติ สติ

แปลว่า ความระลึก ความระลึกถึง ความระลึกเฉพาะ ความระลึกกิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค ธรรมนี้ เรียกว่า สติ.

2) ขุททกนิกาย มหานิเทสและจูฬนิเทส

สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 เรียกว่า เอกายนมรรค

ข้อความนี้ เอกายนมรรค หมายถึงโพธิปักขิยธรรม (virtues partaking of enlightenment) ซึ่งก็คือหนทางหรือเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้หรือการบรรลุธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา

อ้าว.......ที่นี้พระพม่าจะทำอย่างไรดี  หลักฐานออกมาปรากฏให้เห็นกันชัดๆ ว่า โพธิปักขธรรมก็เป็นเอกายนมรรค

และสิ่งที่ผมต้องการพบอย่างมากก็คือ สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร  ผมหาอ่านมานานหนักหนาแล้ว  ยังไม่มีเอกสารใดของพระพม่าหรือสาวกของพระพม่าจะอธิบายได้ว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร

มีแต่โม้โอ้อวดว่า ทางสายเดียว แต่เป็นทางสายเดียวอย่างไรล่ะท่าน...........

มหาสติปัฏฐานสูตรนั้น ไม่ใช่ธรรมะหัวข้อเดียว มี 4 หัวข้อหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 13 หัวข้อย่อย ดังนี้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
อานาปานบรรพะ
อิริยาปถบรรพะ
สัมปชัญญบรรพะ
ธาตุมนสิการบรร
ปฏิกูลมนสิการบรรพะ
นวสีวถิกาบรรพะ
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เวทนาบรรพะ
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตตบรรพะ
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อธิบายวิธีคิดเกี่ยวกับการรับรู้ไว้ 5 แบบ คือ :-
ขันธบรรพะ
อายตนบรรพะ
นีวรณบรรพะ
โพชฌังคบรรพะ
สัจจะบรรพะ

จะเห็นว่า ยังไม่มีหนังสือเล่มใด หรือใครคนใดในสายพองยุบที่สามารถจะอธิบายได้ว่า สติปัฏฐานสูตรนั้น เป็นทางสายเดียวอย่างไร

เหมือนเส้นเชือกหรืออย่างไร!!  หรือเหมือนใยแก้วนำแสง  หรือเหมือนแม่น้ำสายย่อยมารวมกันกับแม่น้ำสายใหญ่

ตรงนี้ ขออธิบายโดยสายวิชาธรรมกายพอให้เป็นที่ประเทืองปัญญาสักเล็กน้อย เพราะ เป็นสายเดียวเท่านั้นที่อธิบายได้ว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร และอธิบายได้ตรงตามพระไตรปิฎกแบบ “ตรงเผ็ง” เลยทีเดียว

หัวข้อธรรมะทุกหัวข้อในสติปัฏฐานสูตร หรือหัวข้อธรรมอื่นๆ ทั้งหมดทั้งปวง ก็ต้องหมายถึงโพธิปักขยธรรมด้วย  ในส่วนละเอียดแล้ว มีลักษณะเป็นดวงทั้งสิ้น  ใสบ้าง ขุ่นบ้าง ดำบ้าง

ทุกดวงหัวข้อธรรมะนั้น จะ “จุดศูนย์กลาง” ร่วมกัน เป็นจุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม อยู่ที่ตรงระดับเหนือสะดือ 2 นิ้วมือของใครของมัน

ตรงนั้นคือ “เอกายนมรรค”  มรรคคือทางเดิน  จุดนี้แหละ วิชาธรรมกายต้องเรียนไปตรงนี้ อะไรๆ ก็อยู่ตรงนี้ 

ตรงนี้คือ ทางสายเดียว จริงไหมล่ะท่าน...



แค่คำนำก็แย่แล้ว [04]


วิพากษ์วิจารณ์ “คำนำ” ในหนังสือ “มหาสติปัฏฐานสูตร” ของพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) ที่แปลและเรียบเรียง โดยพระคันธสาราภิวงศ์ แห่งวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง กันต่อไป เป็นบทความที่ 4

ต้นฉบับหนังสือ “มหาสติปัฏฐานสูตร” ฉบับแปลเล่มนี้ รจนาโดยพระโสภณามหาเถระ (มหาสีสยาดอ) อัครมหาบัณฑิต อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาสี จังหวัดย่างกุ้ง ประเทศเมียนม่าร์ รจนาจบเป็นภาษาพม่าใน พ.ศ. 2493 และจัดพิมพ์หลายครั้ง โดยกรมการศาสนาของพม่า ผู้แปลเห็นว่า เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการปฏิบัติบริบูรณ์มาก มีการอธิบายความในพระสูตร ตามแนวอธิบายของอรรถกถา และฏีกาในมหาสติปัฏฐานสูตร และพระสูตรอื่นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

ข้อความข้างบนนั้น พระมหาสมลักษณ์หรือพระคันธสาราภิวงศ์เริ่มมั่วแล้ว เริ่มบิดๆ เบี้ยวๆ เป็นมดเขียว วี 3 แล้ว

ข้อความที่ว่า “ผู้แปลเห็นว่า เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการปฏิบัติบริบูรณ์มาก” นั้น ในย่อหน้าต่อมา ก็มีเนื้อความที่แย้งกันเองว่า “ข้อความบางแห่งในต้นฉบับภาษาพม่ายังไม่กระจ่างชัด

ตกลงแล้ว หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรของมหาสีสยาดอนี่ มีเนื้อหาสมบูรณ์ไปได้อย่างไร ในเมื่อคนไทยอย่างพระมหาสมลักษณ์ก็ยังพบข้อบกพร่อง หรือเป็นข้อบกพร่องของพระมหาสมลักษณ์เอง

พระมหาสมลักษณ์เขียนต่อมาว่า

จึงได้เขียนข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนจากการศึกษาคัมภีร์เหล่านั้น เมื่อเรียบเรียงเป็นเล่มได้พบว่า มีเนื้อหาร้อยละ ๕๐ ที่คงตามคำอธิบายเดิมของต้นฉบับ

ถ้ารู้จักพระมหาสมลักษณ์เป็นการส่วนตัว ผมก็อยากจะบอกท่านว่า “หลวงพี่ การแต่งเติมเข้าไปร้อยละ 50 นั้น  ไม่ใช่บางส่วนแล้ว มันครึ่งหนึ่งทีเดียว”

อย่างไรก็ดี พระมหาสมลักษณ์ยังสร้างความสับสนให้กับผมอีก ที่เขียนต่อมาในอีกหน้าหนึ่งว่า “คำอธิบายในเล่มนี้ แม้จะมีมากกว่าต้นฉบับถึงสองเท่า

อ้าว... ตกลงแล้ว หลวงพี่แต่งเติมเข้าไปร้อยละ 200 เชียวนะ หลวงพี่

ที่ผมชอบใจมากที่สุดก็คือ ข้อความที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เพราะ เป็นข้อความที่สนับสนุนคำวิพากษ์วิจารณ์ของผม

ผมวิพากษ์วิจารณ์คำสอนของสายยุบหนอพองหนอมานานแล้วว่า “ไม่มีอะไร” มีเพียงแค่ การเดินจงกรมไปมา ตั้งสติอยู่กับอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย  แล้วก็คิดไปอย่างนักปรัชญาว่า ร่างกายของเราเป็นอนัตตา  มีเท่านี้  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

ที่ผมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ไปอย่างนั้น เพราะ จากการอ่านและวิเคราะห์ล้วนๆ เนื่องจากไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาพม่า เพราะอ่านภาษาพม่าไม่ได้  ต้นฉบับภาษาอังกฤษก็ไม่น่าจะได้อ่าน  ได้อ่านเฉพาะหนังสือของลูกศิษย์ของพระมหาสีสยาดอที่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เท่านั้น

ข้อความที่ว่ามีดังนี้

ท่านผู้แต่งได้อธิบายหมวดอาปานะ หมวดอิริยาบถ และหมวดสัมปชัญญะโดยละเอียด แต่อธิบายหมวดอื่นโดยย่อ

ก็แสดงว่า พระมหาสีสยาดอเขียนตำราไว้แค่นั้น ไม่ได้อธิบายสติปัฏฐานสูตรไว้ทั้งหมด  ผมจึงถึงบางอ้อว่า... ถึงว่า สาวกสายยุบหนอพองหนอถึงอธิบายสติปัฏฐานสูตร “มั่ว” ไปหมด หาหลักวิชาการไม่ได้  มีแต่ “หลักกู” กันทั้งนั้น

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ขออธิบายในฐานะที่เรียนทฤษฎีต่างๆ มามาก

ในการตั้งทฤษฎีอะไรขึ้นมานั้น  เจ้าของทฤษฎีจะต้องมีการปรับปรุงทฤษฎีของตนตลอดเวลา จนกว่าทฤษฎีนั้นจะตกผลึก  ซึ่งก็หมายความว่า  ทฤษฎีต่างๆ ที่มีคนคิดขึ้นนั้น  ไม่ใช่สมบูรณ์มาเลยตั้งแต่ตั้ง   แต่จะต้องมีการพัฒนาแก้ไข ปรับปรุง จากการทดลองใช้ การวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

ในทางศาสนาก็เช่นเดียวกัน  เจ้าสำนักต่างๆ เมื่อเริ่มเผยแพร่ทฤษฎีของท่าน เช่น ฤาษีลิงดำ หลวงพ่อวัดปากน้ำ พุทธทาสภิกขุ เป็นต้น ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตกผลึก

ในฐานะที่เป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกาย  ตอนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นวิชาธรรมกายได้ใหม่ๆ กายต่างๆ จำนวน 18 กายนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นพบเพียง 5 กายเท่านั้น คือ
1) กายมนุษย์
2) กายทิพย์
3) กายปฐมวิญญาณหยาบ
4) กายปฐมวิญญาณละเอียด
5) ธรรมกาย

สำหรับดวงธรรม ซึ่งตอนนี้มี 6 ดวงนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำคนพบเพียง 3 ดวง คือ
1) ดวงปฐมมรรค
2) ดวงทุติยมรรค
3) ดวงตติยมรรค

หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้เวลาพัฒนาวิชาธรรมกายมาตลอดชีวิตของท่าน ในหนังสือคู่สมภาร ปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่อยังนับกายต่างๆ เป็นยี่สิบกว่ากายก็ยังมี

ขออธิบายเพิ่มเติมว่า ตอนนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นพบ 18 กายแล้ว  แต่กายพระอรหัตละเอียดนั้น ท่านนับซ้ำกันเป็นยี่สิบกว่ากาย

ในกรณีของพระมหาสีสยาดอนั้น ผมสันนิษฐานว่า พอท่านคิดวิธีการปฏิบัติแบบยุบหนอพองหนอขึ้นได้  บังเอิญดังขึ้นมา  ท่านก็เลยไม่มีเวลาพัฒนาทฤษฎีต่อไปอีก  ก็ทำแค่นี้ “ยังดัง” แล้วจะทำต่อไปทำไม

ข้อความของผมนั้น มีหลักฐานยืนยันจากข้อเขียนของพระมหาสมลักษณ์เอง ที่พยายามเขียนแก้ตัวออกมาว่า

แนวปฏิบัติแบบ “พองยุบ” ที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ เป็นวิธีเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างบริบูรณ์ มิใช่เน้นการกำหนดรู้สภาวะพองยุบอย่างเดียว

ขอย้ำอีกว่า การปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอพองหนอนั้น เป็น “การกำหนดรู้สภาวะพองยุบอย่างเดียว” อย่างอื่นไม่ใช่ เพราะ สติปัฏฐาน 4 ต้องมี “การเห็น” ไม่เห็นไม่ใช่สติปัฏฐาน

สุดท้ายเลยของการวิพากษ์วิจารณ์คำนำของพระมหาสมลักษณ์ก็คือ ข้อความของพระมหาสมลักษณ์เองที่ว่า

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในปัจจุบันมีหลายแนวทาง และมีขั้นตอนการปฏิบัติต่างกัน ผู้แปลเห็นว่า แนวทางที่นิยมอ้างอิงจากข้อความที่พบในมหาสติปัฏฐานสูตร แล้วตีความตามความเข้าใจกันนั้น ไม่สอดคล้องกับคำอธิบายากอรรถกถาและฎีกา และอาจไมใช่แนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

คือ ผมสงสัยว่า พระมหาสมลักษณ์รู้ตัวหรือยังว่า ท่านเองนั่นแหละอยู่ในกลุ่มของพวกมั่ว พวกไม่ถูกต้อง...........




แค่คำนำก็แย่แล้ว [03]


วันนี้มาต่อเรื่อง “คำนำ” ในหนังสือ “มหาสติปัฏฐานสูตร” ของพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) ที่แปลและเรียบเรียง โดยพระคันธสาราภิวงศ์ แห่งวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง กันต่อไป เป็นบทความที่ 3 แล้ว

แนวทางในการเจริญสติปัฏฐานนี้ มีมาในมหาสติปัฏฐานสูตรของทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย ทั้งสองสูตรนี้มีข้อความตรงกัน โดยระบุวิธีเจริญสติไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนกว่าพระสูตรอื่นๆ ในนิกายทั้ง ๕ ซึ่งกล่าวถึงการเจริญสติไว้โดยย่อบ้าง โดยอ้อมบ้าง ตามอัธยาศัยของผู้ฟังในแต่ละโอกาส การศึกษาพระสูตรนี้ อย่างถ่องแท้ จะส่งผลให้เข้าใจคำสอนทั้งหมด ที่กล่าวถึงการปฏิบัติธรรม

ชาวพุทธในสมัยพุทธกาลให้ความสำคัญกับมหาสติปัฏฐานสูตรด้วยการศึกษา ท่องบ่น สาธยาย และสดับตรับฟังเป็นนิตย์ บางท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลด้วยการฟังพระสูตรนี้

ข้อความที่ยกตัวอย่างไปข้างบนั้น จะเห็นว่าพระมหาสมลักษณ์หรือพระคันธสาราภิวงศ์เริ่มมั่วแล้ว ไปตามความเชื่อของพระพม่า เปรียญ 9 ของพม่า กับเปรียญ 8 ของไทย ช่วยท่านไม่ได้เลย

ข้อความนี้ “การศึกษาพระสูตรนี้ อย่างถ่องแท้ จะส่งผลให้เข้าใจคำสอนทั้งหมด ที่กล่าวถึงการปฏิบัติธรรม” เป็นข้อความที่ไม่จริงและเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด 

ขอยกตัวอย่างหัวข้อธรรมะของโพธิปักขยธรรม, อานาปานสติสูตร และ “อุปริปัณณาสก์” มัชฌิมนิกาย  อีกครั้งหนึ่ง

โพธิปักขิยธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม 37 เป็นธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี 37 ประการคือ

สติปัฏฐาน 4
สัมมัปปธาน 4
อิทธิบาท 4
อินทรีย์ 5
พละ 5
โพชฌงค์ 7
มรรคมีองค์ 8

จะเห็นว่าโพธิปักขิยธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม 7 หัวข้อธรรมะใหญ่ๆ นั้น  สติปัฏฐาน 4 เป็นหัวข้อธรรมะพื้นฐานชัดๆ  เรียนแค่สติปัฏฐาน 4 จะรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธได้อย่างไร

หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งอยู่ใน “อานาปานสติสูตร” และหนังสือของสาวกของพระพม่าก็ชอบยกมาอ้างกันมาก คือ ข้อความนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม บำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้
ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้
ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ

จะเห็นว่าในอานาปานสติสูตรก็กล่าวไว้ชัดเจนว่า อานาปานสติเป็นพื้นฐานให้กับสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 ก็ยังเป็นพื้นฐานให้กับโพชฌงค์ 7 เมื่อเรียนรู้และปฏิบัติหัวข้อธรรมะทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงจะ “บำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้”

คำว่า “วิชชา” นั้น หมายถึงวิชชา 3 คำว่า “วิมุตติ” หมายถึงการบรรลุพระอรหันต์ หลักฐานก็มาจากหนังสือเล่มนี้ ของพระมหาสมลักษณ์เอง เพราะ ในหนังสือเล่มนี้ ก็อ้างข้อความดังกล่าว แต่มาจาก “อุปริปัณณาสก์” มัชฌิมนิกาย  ดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้
ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้

ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชา (มรรคญาณ ๔) และวิมุตติ (ผลญาณ ๔) ให้บริบูรณ์ได้ (หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร หน้า 67)

แล้วปฏิบัติธรรมเพียงเดินจงกรมไปมา มีสติอยู่กับอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย และพิจารณาพระไตรลักษณ์ไปด้วย จะเข้าใจการปฏิบัติธรรมทั้งหมดในศาสนาพุทธได้อย่างไร

หลักฐานที่ชัดเจนที่ว่า การปฏิบัติธรรมแบบพระพม่า รวมถึงการปฏิบัติธรรมเฉพาะสติปัฏฐาน 4 ไม่สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ ก็มาจากข้อความของพระมหาสมลักษณ์ ดังนี้

ชาวพุทธในสมัยพุทธกาลให้ความสำคัญกับมหาสติปัฏฐานสูตรด้วยการศึกษา ท่องบ่น สาธยาย และสดับตรับฟังเป็นนิตย์ บางท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลด้วยการฟังพระสูตรนี้

จะเห็นว่า พระมหาสมลักษณ์บอกเพียงว่า “บางท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลด้วยการฟังพระสูตรนี้” ไม่ได้เป็นพระอรหันต์

ตรงนี้ พระมหาสมลักษณ์ไม่กล้าบิดเบือนเพราะ สติปัฏฐาน 4 นั้น มีในพระไตรปิฎกเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ ในทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย  ซึ่งมีเนื้อความตรงกัน

ตอนจบของสติปัฏฐาน 4 เป็นดังนี้

ผลแห่งการเจริญสติปัฏฐาน
[๑๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี

๗ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ... ๑ ปี ยกไว้. ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกมีเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี

๗ เดือน ยกไว้ผู้ใดผู้หนึ่ง  พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน  ๑ เดือน กึ่งเดือน ... กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธปัญจกยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี.

คำนิคม
[๑๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์  เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง

หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ฉะนี้แล คำที่เรากล่าวดังพรรณนามาฉะนี้ เราอาศัยเอกายนมรรคนี้กล่าวแล้ว.

พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี  ชื่นชม ภาษิต ของพระผู้มีพระภาค แล้วแล.

จะเห็นว่า ไม่มีใครบรรลุเป็นพระอรหันต์

ขอยกตัวอย่างจากอนัตตลักขณสูตร ดังนี้

[๒๔] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.
อนัตตลักขณสูตร จบ
ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.

ขอให้สังเกตข้อความที่ว่า “พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น”  ถ้ามีข้อความนี้ แสดงว่า ในการสอนของพระพุทธองค์ในครั้งนั้น จะมีผู้บรรลุพระอรหันต์

ขอยกตัวอย่างจากอนุปุพพิกถาสูตร ดังนี้

ต่อมาพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา.  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์. 
สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คน  ของพระยสออกบรรพชา จบ. 

จากหลักฐานที่ยกไปข้างต้นทั้งหมดนั้น  ขนาดสติปัฏฐานสูตรเอง ยังไม่สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ 

การปฏิบัติธรรมของสายยุบหนอพองหนอ ที่อาศัยการเดินจงกรมไปมา และใช้สติในการ “คิดรู้” อย่างนักปรัชญา  ไม่ใช่ “ญาณทัสสนะ” ในศาสนาพุทธ จะทำให้คนเข้าใจการปฏิบัติธรรมทั้งหมดได้อย่างไร และจะพาสาวกไปนิพพานได้อย่างไร..